TMB หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ชูกลยุทธ์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ในการเปิดและปรับปรุงช่องทางการบริการสาขา ตามแนวทาง Make THE Difference เพื่อมอบประสบการณ์ทางการเงินที่แตกต่างและดีกว่าให้ลูกค้า ประกาศเดินหน้าปรับที่ตั้งสาขาในทำเลใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้น และตรงกับไลฟสไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้ามากขึ้น จำนวน 100 สาขา โดยจะเน้น บริเวณอาคารสำนักงานใหญ่ในย่านธุรกิจ เช่น อาคารพหลโยธินเพลส อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ อาคารลิเบอร์ตี้ สแควร์ สีลม และบริเวณศูนย์การค้าต่างๆ เช่น เดอะ คริสตัล และ เซ็นทรัล พระราม 9 เป็นต้น พร้อมการปรับโฉมสาขาปัจจุบัน จำนวน 200 สาขา จากทั้งหมดกว่า 450 สาขาทั่วประเทศ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างและดีกว่าให้ลูกค้า โดยแผนงานทั้งหมดนี้ จะดำเนินการภายในปี 2554 — 2555 เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การให้บริการจาก TMB อย่างดีและมีประสิทธิภาพที่สุด
นายประดิษฐ์ เลี่ยวศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสาขา TMB เปิดเผยว่า “ภายในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา TMB ได้นำเสนอหลากหลายผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า อย่างแท้จริง ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ทำให้ชีวิตทางการเงินของลูกค้า ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บัญชีออมทรัพย์ฟรีค่าธรรมเนียม (TMB No Fee Saving) บัตรเดบิตโน ลิมิต (No Limit Debit Card) บัญชีเงินฝากไม่ประจำ ทีเอ็มบี ดอกเบี้ยสูง (TMB No Fixed) รวมทั้งบริการจ่ายบิลอัตโนมัติ (TMB Beep & Bill) แต่ก็ยังพบว่า ความต้องการของลูกค้ายังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากลูกค้ายังมีปัญหาในเรื่องสาขา ทั้งในแง่ของที่ตั้งการมองเห็น (Visibility) และความสะดวกในการมาใช้บริการที่สาขา (Accessibility)”
“ดังนั้น เราจึงเริ่มพูดคุยและสำรวจพฤติกรรมของลูกค้า รวมทั้งลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อหาแนวทางและ ทิศทางการปรับปรุงช่องทางการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการและความ สะดวกสบายของลูกค้าอย่างสูงสุด นับเป็นกลยุทธ์หลักสำคัญในการปรับปรุงสาขาสำหรับปี 2554 — 2555 เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การให้บริการที่ดีจาก TMB ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเน้นเบริเวณอาคารสำนักงานใหญ่ในย่านธุรกิจและบริเวณศูนย์การค้า ต่างๆ เพื่อทำให้ TMB อยู่ใกล้ลูกค้ามากขึ้นกว่าที่เคยและทำให้บริการทางผลิตภัณฑ์และบริ การธนาคาร ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้าด้วยช่องทางทางบริการที่สะดวกที่สุด โดยการ พิจารณาเลือกทำเลที่ตั้ง จากกลุ่มลูกค้าและไลฟสไตล์ของลูกค้า รวมไปถึงพื้นที่ของสาขา โดยพื้นที่ในแต่ละสาขา จะได้รับการจัดวางตามผลสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ”
โดยคอนเซปต์การตกแต่งสาขาในส่วนที่จะมีการปรับที่ตั้ง และปรับปรุงโฉมใหม่ จะเน้นโทนสีฟ้าขาว แนวทางการตกแต่งจะเป็นแนวโมเดิร์นและสว่างมากขึ้น ให้ความรู้สึกเป็นมิตรและดึงดูดลูกค้าเข้ามาสาขา มากขึ้น โดยการจัดวางพื้นที่ในแต่ละสาขาจะได้รับการจัดวางตามผลสำรวจพฤติกรรม ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานและมอบประสบการณ์ที่ดี ให้ลูกค้า ทั้งความสะดวกสบายและความพึงพอใจสูงสุด
นายประดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ธนาคารยังมีแผนที่จะดำเนินการใช้ประโยชน์จากอาคารสำนักงานที่เคย เป็นที่ตั้งของสาขาเดิมที่มีการย้ายออกไปตามแผนการปรับที่ตั้งสาขา อาทิ สาขาทองหล่อ สาขาสะพานควาย สาขาถนนพระราม 9 - เสรี 7 และสาขาสีลม ซอย 7 อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพย์สินของธนาคารให้ เกิดประโยชน์สูงสุด”
ศุกร์ที่ 9 กันยายน 2554 09:53:23 น.กรุงเทพฯ ข่าวเศรษฐกิจ ThaiPR.net
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554
TMB คาดครึ่งปีหลังสินเชื่อโตกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 6-7%ตามศก.ไปได้ดี
TMB คาดครึ่งปีหลังสินเชื่อโตกว่าครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 6-7%ตามศก.ไปได้ดี
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย(TMB) เปิดเผยว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่า ครึ่งปีแรกที่สินเชื่อขยายตัว 6-7% แต่ทั้งปีธนาคารยังคงเป้าการขยายตัวสินเชื่อมากกว่า 10% โดยเน้นเจาะลูกค้าทุกกลุ่ม โดยธนาคารจะพัฒนาสินเชื่อเพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าและการให้บริการที่ ดีกับลูกค้า
ปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวสินเชื่อในครึ่งปีหลัง เนื่องจากเห็นว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปี แรก เนื่องจาการเมืองนิ่งจะช่วยการบริโภคการลงทุนเพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวน แต่ถือว่าเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ทั้งปีคาดว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.5-4% โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกทั้งปัญหาหนี้สินของยุโรปและการ ชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ของ TMB ปรับลดลงต่อเนื่องจนขณะนี้ปรับลดลงเหลือ 6% และจนถึงสิ้นปี 54 คาดว่าจะปรับลดลงได้อีกจากระดับปัจจุบัน
สำพหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ในวันที่ 24 ส.ค.นั้น นายบุญทักษ์ เชื่อว่า กนง.ยังคงพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนจะเป็นอัตรามากน้อยอย่างไรขึ้นกับดุลยพินิจของ กนง.
"ดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น เพราะยังมีเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน แต่ถือว่าเศรษฐกิจโลกขณะนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว กนง.มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยแต่จะอัตราเท่าไรขึ้นกับการ พิจารณา"ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB กล่าว
ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2554 16:17:14 น.
วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554
TMB ควง สสว.และบสย.จัดกิจกรรมเสริมความรู้ทางการเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั่วประเทศ
จากซ้ายไปขวา : นายปพนธ์ มังคละธนะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก TMB , นางวิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. และนายวัลลภ เตชะไพบูลย์ รองผจก.ทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
ภาครัฐและสถาบันการเงินออกมาประสานเสียงหลังพบว่าปัญหาเรื่องการ เข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นปัญหาหลักของเอสเอ็มอีไทย ควรหาทางเยียวยาและแก้ไขให้ตรงจุด ล่าสุด ทีเอ็มบี สสว.และบสย.จับมือรวม ”พลัง” จัดกิจกรรมเสริมความรู้ทางการเงินและวิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ
นายปพนธ์ มังคละธนะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก TMB กล่าวว่า ธนาคารได้จับตาปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอีมาโดยตลอด และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ได้มีการพัฒนา สินเชื่อ 3 เท่าด่วน ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี ที่ให้วงเงินสูงถึง 3 เท่า และทีเอ็มบี เอสเอ็มอีโอดี ไม่ต้องใช้หลักประกันสินเชื่อแบบวงเงินหมุนเวียน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีข้อจำกัดเรื่องหลักทรัพย์ อย่างตรงจุดที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังมีเอสเอ็มอีอีก เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการดูแล ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ทีเอ็มบีโดยได้รับการสนับสนุนจากสสว. และบสย. จึงจัดกิจกรรม “เติมพลังการเงินให้ SME ก้าวไกล” ขึ้นเพื่อเป็นเวทีที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารการ เงินสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงแนะนำวิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ และ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ TMB จะได้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า มีส่วมร่วมในการคลี่คลายปัญหา เป็นกิจกรรมที่ TMB จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (Underserved) ของลูกค้ากลุ่มนี้ โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าได้รับความรู้และประสบการณ์ทางการเงินที่ดี ซึ่งจะช่วยให้การบริหารธุรกิจของเขามีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีความ พร้อมที่จะรับสถานการณ์ด้านต้นทุนต่อไป กิจกรรม ”เติมพลังการเงินให้ SME ก้าวไกล” เริ่มครั้งแรกที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นจะจัดในส่วนภูมิภาค 5 แห่ง คือ นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ นครราชสีมา อยุธยา ระยอง และเวียนมาที่ กทม.เป็นการส่งท้ายกิจกรรมปี 2554
นางวิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ สสว. เปิดเผยว่า สสว.ติดตามให้ความสำคัญกับปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็ม อีตลอดมา พบว่าระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการไทย เมื่อเทียบกับทั่วโลกอยู่ในลำดับที่ 71 ในการจัดอันดับของธนาคารโลก ในขณะที่ความง่ายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่อยู่ในอันดับ 1 คือ มาเลเซีย ประเทศไทยมีวิสาหกิจประมาณ 3 ล้านราย เป็นเอสเอ็มอี 2.9 ล้านราย ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงเป็นหลักในการจ้างงานส่วนใหญ่ของประเทศ แต่สามารถส่งออกได้เพียงประมาณ 30% ของการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น ปัญหาที่เห็นชัดคือ เอสเอ็มอีจ้างแรงงานมากแต่กลับส่งออกได้น้อย ในจำนวนเอสเอ็มอี เกือบ 3 ล้านราย มีผู้ประกอบการขนาดกลาง ( Mediem ) เพียง 10,000 ราย นอกนั้นเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small) เป็นจำนวนมาก ปัญหาคือ ผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นขนาดกลางได้ เนื่องจากปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน นอกจากนี้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 เอสเอ็มอีไทยจะต้องรับสถานการณ์ 2 ด้าน ด้านลบ คือ การแข่งขันที่สูงขึ้น และด้านบวก คือจะได้ประโยชน์ในเรื่องภาษีที่ลดลงในระหว่างการซื้อขายในประชาคมอา เซียน แต่ความกังวลใหญ่ของเอสเอ็มอีก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องแหล่งเงินทุน ดังนั้น การที่ทีเอ็มบี สสว. และ บสย. รวม ”พลัง” จัดกิจกรรมนี้จะทำให้เอสเอ็มอีรู้วิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ตลอดจนนำองค์ความรู้และข้อมูลต่างๆ ไปใช้เพื่อขยายหรือพัฒนาธุรกิจให้แข็งแกร่งต่อไปได้เป็นอย่างดี
ข่าวเศรษฐกิจ ThaiPR.net -- อังคารที่ 9 สิงหาคม 2554 17:06:20 น.
ภาครัฐและสถาบันการเงินออกมาประสานเสียงหลังพบว่าปัญหาเรื่องการ เข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นปัญหาหลักของเอสเอ็มอีไทย ควรหาทางเยียวยาและแก้ไขให้ตรงจุด ล่าสุด ทีเอ็มบี สสว.และบสย.จับมือรวม ”พลัง” จัดกิจกรรมเสริมความรู้ทางการเงินและวิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ
นายปพนธ์ มังคละธนะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก TMB กล่าวว่า ธนาคารได้จับตาปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอีมาโดยตลอด และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ได้มีการพัฒนา สินเชื่อ 3 เท่าด่วน ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี ที่ให้วงเงินสูงถึง 3 เท่า และทีเอ็มบี เอสเอ็มอีโอดี ไม่ต้องใช้หลักประกันสินเชื่อแบบวงเงินหมุนเวียน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีข้อจำกัดเรื่องหลักทรัพย์ อย่างตรงจุดที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังมีเอสเอ็มอีอีก เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการดูแล ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ทีเอ็มบีโดยได้รับการสนับสนุนจากสสว. และบสย. จึงจัดกิจกรรม “เติมพลังการเงินให้ SME ก้าวไกล” ขึ้นเพื่อเป็นเวทีที่ให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารการ เงินสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงแนะนำวิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ และ นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ TMB จะได้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า มีส่วมร่วมในการคลี่คลายปัญหา เป็นกิจกรรมที่ TMB จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (Underserved) ของลูกค้ากลุ่มนี้ โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าได้รับความรู้และประสบการณ์ทางการเงินที่ดี ซึ่งจะช่วยให้การบริหารธุรกิจของเขามีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีความ พร้อมที่จะรับสถานการณ์ด้านต้นทุนต่อไป กิจกรรม ”เติมพลังการเงินให้ SME ก้าวไกล” เริ่มครั้งแรกที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นจะจัดในส่วนภูมิภาค 5 แห่ง คือ นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ นครราชสีมา อยุธยา ระยอง และเวียนมาที่ กทม.เป็นการส่งท้ายกิจกรรมปี 2554
นางวิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ สสว. เปิดเผยว่า สสว.ติดตามให้ความสำคัญกับปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็ม อีตลอดมา พบว่าระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการไทย เมื่อเทียบกับทั่วโลกอยู่ในลำดับที่ 71 ในการจัดอันดับของธนาคารโลก ในขณะที่ความง่ายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่อยู่ในอันดับ 1 คือ มาเลเซีย ประเทศไทยมีวิสาหกิจประมาณ 3 ล้านราย เป็นเอสเอ็มอี 2.9 ล้านราย ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงเป็นหลักในการจ้างงานส่วนใหญ่ของประเทศ แต่สามารถส่งออกได้เพียงประมาณ 30% ของการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น ปัญหาที่เห็นชัดคือ เอสเอ็มอีจ้างแรงงานมากแต่กลับส่งออกได้น้อย ในจำนวนเอสเอ็มอี เกือบ 3 ล้านราย มีผู้ประกอบการขนาดกลาง ( Mediem ) เพียง 10,000 ราย นอกนั้นเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small) เป็นจำนวนมาก ปัญหาคือ ผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นขนาดกลางได้ เนื่องจากปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน นอกจากนี้การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 เอสเอ็มอีไทยจะต้องรับสถานการณ์ 2 ด้าน ด้านลบ คือ การแข่งขันที่สูงขึ้น และด้านบวก คือจะได้ประโยชน์ในเรื่องภาษีที่ลดลงในระหว่างการซื้อขายในประชาคมอา เซียน แต่ความกังวลใหญ่ของเอสเอ็มอีก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องแหล่งเงินทุน ดังนั้น การที่ทีเอ็มบี สสว. และ บสย. รวม ”พลัง” จัดกิจกรรมนี้จะทำให้เอสเอ็มอีรู้วิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ตลอดจนนำองค์ความรู้และข้อมูลต่างๆ ไปใช้เพื่อขยายหรือพัฒนาธุรกิจให้แข็งแกร่งต่อไปได้เป็นอย่างดี
ข่าวเศรษฐกิจ ThaiPR.net -- อังคารที่ 9 สิงหาคม 2554 17:06:20 น.
วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สินเชื่อบุคคลทีเอ็มบีรีไฟแนนซ์ ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระหนี้ ตั้งแต่การผ่อนเดือนแรก
TMB หรือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดตัว “สินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์” (TMB Personal Loan Refinance) มอบข้อเสนอที่ดีที่สุดของการ รีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคล เพื่อช่วยลูกค้าให้สามารถบริหารจัดการดอกเบี้ยเงินกู้ ทั้งที่มีกับธนาคารและสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร กับดอกเบี้ยถูกพิเศษเพียง 10 % นาน 1 ปี พร้อมรับวงเงินสูงถึง 1 ล้านบาท หรือ 5 เท่าของเงินเดือน เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกค้าและให้ลูกค้าเกิดสภาพคล่องทางการจัดการด้านการเงินของตัวเองได้มากขึ้น
นางกาญจนา โรจวทัญญู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล TMB กล่าวว่า “TMB เชื่อว่า มีลูกค้าจำนวนมากที่มีภาระหนี้ผูกพันที่เกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยมิได้คาดการณ์ไว้จากกรณีต่างๆ ทำให้ต้องมีการหมุนเงินระหว่างบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อบุคคล เพื่อนำมาชำระหนี้ขั้นต่ำหรือชำระเพียงบางส่วน ส่งผลให้มีหนี้เพิ่มมากขึ้นในที่สุด ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจึงมีความต้องการหาวิธีลดภาระหนี้ที่มีอยู่ ธนาคารฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ล่าสุด “สินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์” ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินโดยเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกค้า และช่วยให้ลูกค้าจัดระเบียบหนี้ของตนให้ดีขึ้น เพราะสามารถบริหารจัดการกับหนี้สินเชื่อบุคคลทุกประเภทที่มีอยู่ได้”
“นอกจากลูกค้าจะสามารถบริหารจัดการกับภาวะหนี้ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น ลูกค้ายังมีอิสระในการใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้ตามปกติ เพราะธนาคารฯ ตระหนักดีว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ ยังคงมีความจำเป็นในการใช้เงินในบางช่วงเวลา เช่นในกรณีฉุกเฉิน และต้องการคงสภาพคล่องทางการเงินเหมือนเดิม”
นายอูรชา พงษ์วัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกัน TMB กล่าวเสริมว่า “ความพิเศษของสินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์ คือลูกค้าที่มีหนี้บัตรเครดิด บัตร กดเงินสดหรือสินเชื่อบุคคล สามารถรวมหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อโอนมาที่TMB ได้สูงสุดถึง 3 บัญชี โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารซึ่งเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร โดยลูกค้าสามารถยื่นความประสงค์ต้องการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบุคคลกับเรา ได้นานถึง 5 ปี พร้อมรับวงเงินสูงถึง 5 เท่าของรายได้ประจำ หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท และรับอัตราดอกเบี้ยถูกพิเศษเพียง 10 % เป็นเวลานาน 1 ปี หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับรายได้ลูกค้า โดยดอกเบี้ยเฉลี่ยตามอายุสัญญา คิดจากระยะเวลาการกู้ 5 ปี อยู่ระหว่าง 18% - 22% ต่อปี เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยประเภท Term Loan ในตลาด ซึ่งอยู่ประมาณ 24% - 28% ต่อปี เรียกว่าโอนหนี้มาที่TMB ประหยัดดอกเบี้ยลงทันทีนับตั้งแต่การ ผ่อนเดือนแรก ซึ่งทาง TMB คาดการณ์ว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า โดยตั้งเป้าสินเชื่อรีไฟแนนซ์ปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท”
นายอูรชา กล่าวสรุปว่า “ลูกค้าสามารถสมัครสินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์ได้ เพียงเป็นผู้ที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 15,000 บาท และมีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปสำหรับพนักงานประจำ และ 20,000 บาทขึ้นไป สำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปและมีประวัติทางการเงินและการผ่อนชำระหนี้ที่ดี”
ลูกค้าและผู้ที่สนใจ สามารถสมัครสินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทีเอ็มบี ทุกสาขากว่า 450 แห่งทั่วประเทศ หรือ TMB Call Center 1558 หรือ tmbbank.com
นางกาญจนา โรจวทัญญู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล TMB กล่าวว่า “TMB เชื่อว่า มีลูกค้าจำนวนมากที่มีภาระหนี้ผูกพันที่เกิดจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยมิได้คาดการณ์ไว้จากกรณีต่างๆ ทำให้ต้องมีการหมุนเงินระหว่างบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อบุคคล เพื่อนำมาชำระหนี้ขั้นต่ำหรือชำระเพียงบางส่วน ส่งผลให้มีหนี้เพิ่มมากขึ้นในที่สุด ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจึงมีความต้องการหาวิธีลดภาระหนี้ที่มีอยู่ ธนาคารฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ล่าสุด “สินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์” ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินโดยเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกค้า และช่วยให้ลูกค้าจัดระเบียบหนี้ของตนให้ดีขึ้น เพราะสามารถบริหารจัดการกับหนี้สินเชื่อบุคคลทุกประเภทที่มีอยู่ได้”
“นอกจากลูกค้าจะสามารถบริหารจัดการกับภาวะหนี้ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น ลูกค้ายังมีอิสระในการใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดได้ตามปกติ เพราะธนาคารฯ ตระหนักดีว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ ยังคงมีความจำเป็นในการใช้เงินในบางช่วงเวลา เช่นในกรณีฉุกเฉิน และต้องการคงสภาพคล่องทางการเงินเหมือนเดิม”
นายอูรชา พงษ์วัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกัน TMB กล่าวเสริมว่า “ความพิเศษของสินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์ คือลูกค้าที่มีหนี้บัตรเครดิด บัตร กดเงินสดหรือสินเชื่อบุคคล สามารถรวมหนี้ที่มีอยู่กับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อโอนมาที่TMB ได้สูงสุดถึง 3 บัญชี โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารซึ่งเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร โดยลูกค้าสามารถยื่นความประสงค์ต้องการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบุคคลกับเรา ได้นานถึง 5 ปี พร้อมรับวงเงินสูงถึง 5 เท่าของรายได้ประจำ หรือไม่เกิน 1 ล้านบาท และรับอัตราดอกเบี้ยถูกพิเศษเพียง 10 % เป็นเวลานาน 1 ปี หลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับรายได้ลูกค้า โดยดอกเบี้ยเฉลี่ยตามอายุสัญญา คิดจากระยะเวลาการกู้ 5 ปี อยู่ระหว่าง 18% - 22% ต่อปี เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยประเภท Term Loan ในตลาด ซึ่งอยู่ประมาณ 24% - 28% ต่อปี เรียกว่าโอนหนี้มาที่TMB ประหยัดดอกเบี้ยลงทันทีนับตั้งแต่การ ผ่อนเดือนแรก ซึ่งทาง TMB คาดการณ์ว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า โดยตั้งเป้าสินเชื่อรีไฟแนนซ์ปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท”
นายอูรชา กล่าวสรุปว่า “ลูกค้าสามารถสมัครสินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์ได้ เพียงเป็นผู้ที่มีรายได้ประจำตั้งแต่ 15,000 บาท และมีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปสำหรับพนักงานประจำ และ 20,000 บาทขึ้นไป สำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปและมีประวัติทางการเงินและการผ่อนชำระหนี้ที่ดี”
ลูกค้าและผู้ที่สนใจ สามารถสมัครสินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทีเอ็มบี ทุกสาขากว่า 450 แห่งทั่วประเทศ หรือ TMB Call Center 1558 หรือ tmbbank.com
Make THE Difference – พลังในตัวคุณเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น
ผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล ทีเอ็มบี รีไฟแนนซ์ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินของลูกค้า เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น โดยลูกค้าจะสามารถบริหารจัดการดอกเบี้ยเงินกู้ได้ดีกว่า นับเป็นอีกหนึ่งบริการที่ทีเอ็มบีพัฒนาขึ้น เพื่อตอบความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง และเปลี่ยนโลกทางการเงินให้คุณภาพชีวิตของลูกค้าดีขึ้น ตามปรัชญา Make THE Difference – พลังในตัวคุณ เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น
วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
TMB คงเป้าสินเชื่อปี 54 โตกว่า 10%, NPLลดลงต่อเนื่อง
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย (TMB) เปิดเผยว่า ธนาคารมั่นใจว่าสินเชื่อปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 10% หลังจากที่ครึ่งปีแรก สินเชื่อเติบโต 6% และมองว่าภาพรวมการปล่อยสินเชื่อในครึ่งปีหลังจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก ธนาคารมองว่าในครึ่งปีหลัง 2 สินเชื่อการลงทุน และ สินเชื่อหมุนเวียนจะเติบโตเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ภาคธุรกิจมีการลงทุนและใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) คาดว่าจะปรับลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 2/54 มี NPL ที่ 6.02% โดยไม่มีนโยบายขายออก แต่เน้นการบริหารจัดการ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้
นายบุญทักษ์ เชื่อมั่นว่าในปีนี้ ธนาคารยังสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ ตามนโยบายที่จ่ายปีละ 1 ครั้ง หลังจากในครึ่งปีแรกเติบโตเพิ่มขึ้น
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) คาดว่าจะปรับลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 2/54 มี NPL ที่ 6.02% โดยไม่มีนโยบายขายออก แต่เน้นการบริหารจัดการ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้
นายบุญทักษ์ เชื่อมั่นว่าในปีนี้ ธนาคารยังสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ ตามนโยบายที่จ่ายปีละ 1 ครั้ง หลังจากในครึ่งปีแรกเติบโตเพิ่มขึ้น
ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 20 กรกฎาคม 2554 15:45:01 น.
วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เอไอเอ ให้ ทีเอ็มบี บริการธุรกรรมการชำระเงินแก่ลูกค้าในต่างจังหวัด
เอไอเอ ประเทศไทย ประกาศให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบี เป็นผู้ชนะประมูลการให้บริการธุรกรรมการชำระเงินแก่ลูกค้าในต่างจังหวัด ซึ่งความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าในต่างจังหวัดของเอไอเอได้รับความสะดวกมากขึ้น
มร. รอน แวน โอเยน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอมีความยินดีที่ได้ร่วมมือทางธุรกิจกับทีเอ็มบี ที่ชนะประมูลการให้บริการธุรกรรมการชำระเงินแก่ลูกค้าในต่างจังหวัดของเอไอเอ จากบริการธุรกรรมการชำระเงินในต่างจังหวัดของทีเอ็มบีจะช่วยให้ผู้เอาประกันภัยของเอไอเอได้รับบริการที่สะดวก สามารถเคลียริ่งเช็คได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมบริการ”
ปัจจุบันเอไอเอมีปริมาณการใช้เช็คในต่างจังหวัดประมาณ 5,000 ฉบับต่อวันหรือประมาณ 1.3 ล้านฉบับต่อปี ลูกค้าผู้เอาประกันภัยในต่างจังหวัดของเอไอเอที่มีบัญชีกับทีเอ็มบีสามารถนำเช็คเงินสินไหมทดแทน เงินคืนรายงวด เงินปันผล และเงินผลประโยชน์อื่นจากกรมธรรม์ไปเข้าบัญชีที่สาขาใดก็ได้ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการเคลียริ่งเช็คให้แก่ลูกค้า และลูกค้าที่ต้องการใช้เงินสดก็สามารถเบิกจากบัญชีได้ทันที
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี กล่าวว่า “ธนาคารมีความยินดีที่เอไอเอ ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตชั้นนำของประเทศ มอบความไว้วางใจให้ทีเอ็มบีเป็นผู้ให้บริการธุรกรรมการชำระเงินแก่ลูกค้าในต่างจังหวัดของเอไอเอ จากจำนวนลูกค้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในทุกจังหวัดของประเทศ แต่ละวันจึงมีธุรกรรมทางการเงินที่หลากหลายในปริมาณที่สูง ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพของทีเอ็มบีจะสามารถให้บริการธุรกรรมการชำระเงินและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในต่างจังหวัดของเอไอเอได้เป็นอย่างดี โดยลูกค้าสามารถใช้บริการที่ทุกสาขาของทีเอ็มบีได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมบริการ และเอไอเอสามารถทราบสถานะทางการเงินได้อย่างทันท่วงที”
กรุงเทพธุรกิจ, 12 กรกฎาคม 2554
มร. รอน แวน โอเยน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอมีความยินดีที่ได้ร่วมมือทางธุรกิจกับทีเอ็มบี ที่ชนะประมูลการให้บริการธุรกรรมการชำระเงินแก่ลูกค้าในต่างจังหวัดของเอไอเอ จากบริการธุรกรรมการชำระเงินในต่างจังหวัดของทีเอ็มบีจะช่วยให้ผู้เอาประกันภัยของเอไอเอได้รับบริการที่สะดวก สามารถเคลียริ่งเช็คได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมบริการ”
ปัจจุบันเอไอเอมีปริมาณการใช้เช็คในต่างจังหวัดประมาณ 5,000 ฉบับต่อวันหรือประมาณ 1.3 ล้านฉบับต่อปี ลูกค้าผู้เอาประกันภัยในต่างจังหวัดของเอไอเอที่มีบัญชีกับทีเอ็มบีสามารถนำเช็คเงินสินไหมทดแทน เงินคืนรายงวด เงินปันผล และเงินผลประโยชน์อื่นจากกรมธรรม์ไปเข้าบัญชีที่สาขาใดก็ได้ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการเคลียริ่งเช็คให้แก่ลูกค้า และลูกค้าที่ต้องการใช้เงินสดก็สามารถเบิกจากบัญชีได้ทันที
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี กล่าวว่า “ธนาคารมีความยินดีที่เอไอเอ ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตชั้นนำของประเทศ มอบความไว้วางใจให้ทีเอ็มบีเป็นผู้ให้บริการธุรกรรมการชำระเงินแก่ลูกค้าในต่างจังหวัดของเอไอเอ จากจำนวนลูกค้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในทุกจังหวัดของประเทศ แต่ละวันจึงมีธุรกรรมทางการเงินที่หลากหลายในปริมาณที่สูง ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพของทีเอ็มบีจะสามารถให้บริการธุรกรรมการชำระเงินและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในต่างจังหวัดของเอไอเอได้เป็นอย่างดี โดยลูกค้าสามารถใช้บริการที่ทุกสาขาของทีเอ็มบีได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมบริการ และเอไอเอสามารถทราบสถานะทางการเงินได้อย่างทันท่วงที”
กรุงเทพธุรกิจ, 12 กรกฎาคม 2554
TMB เปิดตัวกิจกรรมทางการเงิน “เติมพลังการเงิน ให้ SME ก้าวไกล”
14 กรกฎาคม 2554 เวลา 13.00-17.00 น. TMB ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือ บสย. จัดกิจกรรมเสวนา “เติมพลังการเงินให้ SME ก้าวไกล” มาเติมเต็มความรู้ทางการเงิน วิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้า SME แบบตรงใจ ตอกย้ำแก้ปัญหาให้เอสเอ็มอี โดยผู้ทรงคุณวุฒิจาก สสว. บสย. TMB และวิทยากรรับเชิญ อาจารย์สุธี พนาวร
ณ สกายเลาจ์ ชั้น 33 TMB สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน
12 กรกฎาคม 2554 - ข่าวประชาสัมพันธ์ http://www.tmbbank.com/
ณ สกายเลาจ์ ชั้น 33 TMB สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน
12 กรกฎาคม 2554 - ข่าวประชาสัมพันธ์ http://www.tmbbank.com/
วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
TMB หนุน KONICA MINOLTA ขยายตลาดดิจิตอลมัลติฟังชั่น พร้อมเป็นพันธมิตรทางการเงิน
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB และบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อิสท์ วิศวการ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามในการสนับสนุนทางการเงินจำนวน 200 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในธุรกิจดิจิตอลมัลติฟังชั่นในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการความต้องการสูงเพราะเป็นเครื่องใช้สำนักงาน ที่จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ บมจ.อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ เป็นบริษัทผู้จัดจำหน่าย ให้เช่า และให้บริการเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่อง Printer ยี่ห้อ KONICA MINOLTA แต่ผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่งนอกเหนือจากการสนับสนุนทางการเงินแล้ว TMB ยังร่วมเป็นพันธมิตรที่ช่วยสนับสนุน Solutionทางการเงินอื่นๆเพื่อให้ธุรกิจของบริษัทได้ดำเนินไปอย่างราบ รื่น
กรุงเทพธุรกิจ-30 มิ.ย.
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554
TMB Analytics วิเคราะห์ นโยบายรับจำนำข้าวสร้างภาระต่องบประมาณสูงกว่าประกันกว่า 5 เท่า
วิพากษ์อนาคตนโยบายข้าวไทย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB หรือ TMB Analytics : วิเคราะห์ว่าในอดีตนโยบายการรับจำนำข้าวสร้างภาระต่องบประมาณสูงกว่าการประกันกว่า 5 เท่า
นโยบายเรื่องข้าว ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย เพื่อมุ่งหวังช่วยเหลือทางด้านรายได้และหาเสียงกับชาวนาที่มีถึง 4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยราคาข้าวถูกกำหนดขึ้นมาให้อยู่ในระดับที่ชาวนาคาดหวัง นโยบายที่ถูกนำมาใช้ในอดีตจนถึงปัจจุบันหลักๆ มี 2 นโยบาย ภายใต้รูปแบบวิธีการดำเนินการที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐบาล คือ
1. การรับจำนำข้าว เป็นนโยบายที่ใช้กันมาในอดีต โดยหลักการ รัฐจะรับจำนำข้าวจากชาวนาไว้ก่อนในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวที่มักจะเกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำมากจากปริมาณที่เพิ่มขึ้น และเมื่อราคาตลาดปรับสูงขึ้น ชาวนาจึงค่อยนำเงินมาไถ่ถอนข้าวออกไปขาย ส่วนที่ไม่มีการไถ่ถอน รัฐจะนำออกมาขายภายหลัง
2. การประกันรายได้ เป็นนโยบายที่เพิ่งเริ่มดำเนินการในช่วงปี 2552 ในลักษณะการให้เงินชดเชยแก่ชาวนาเมื่อราคาที่เกษตรกรขายได้หรือที่เรียกว่า“ราคาอ้างอิง” ซึ่งสะท้อนราคาตามท้องตลาดต่ำกว่าราคา “รับประกัน” ที่รัฐกำหนดไว้ในช่วงเพาะปลูก ชาวนาจึงมีสิทธิขอรับเงินชดเชยตามส่วนต่างของราคาคูณกับขนาดพื้นที่เพาะปลูกที่ได้มีการลงทะเบียนไว้
ไม่ว่าเป็นนโยบายไหน จุดมุ่งหมายคือระยะสั้นที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อพยุงรายได้ของชาวนาในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ หาใช่การมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายระยะยาวเพื่อเป็นการยกระดับความสามารถของชาวนา และท้ายสุด ทั้งสองนโยบายก็จะส่งผลบิดเบือนตลาดและแรงจูงใจในการเพิ่มศักยภาพของตัวชาวนาเอง
ถ้าเราจำเป็นต้องใช้นโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว นโยบายนั้นต้องทำให้ชาวนาได้รับผลประโยชน์ในวงกว้าง โดยไปให้ถึงมือผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด และสุดท้ายทำให้รัฐใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเราจะใช้มุมมองนี้เป็นตัววัดประสิทธิภาพของทั้งสองนโยบาย
กลุ่มเกษตรกรที่ควรได้รับการช่วยเหลือ ควรจะเริ่มต้นที่รายเล็กที่มีพื้นที่การเพาะปลูกและผลผลิตน้อย จากข้อมูลสำมะโนภาคเกษตร สำหรับชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 20 ไร่ มีจำนวนราย ร้อยละ 62 ของทั้งหมดแต่มีผลผลิตเพียงร้อยละ 28 เท่านั้น ในขณะที่ชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่ มีจำนวนรายร้อยละ 38 แต่มีผลผลิตถึงร้อยละ 72
เมื่อเราศึกษาลงไปในข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกณ์ (ธกส.) ในนโยบายทั้งสอง เราพบข้อน่าสังเกตของทั้งสองนโยบายดังนี้
1. นโยบายการรับจำนำข้าวที่ผ่านมามีผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรายใหญ่กว่านโยบายการประกันรายได้ชาวนา โดยผู้เข้าร่วมโครงการนำข้าวเฉลี่ย 15.4 ตันต่อรายมาขอรับประกัน เมื่อเทียบกับการประกันรายได้ที่ผู้ได้รับผลประโยชน์เฉลี่ยอยู่ที่ 7.9 ตันต่อราย ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่า นโยบายการประกันรายได้ถูกนำมาใช้ช่วยชาวนาที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ให้ได้รับเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยทุนการเพาะปลูกโดยคำนวนจากพื้นที่เพาะปลูกที่ลงทะเบียนไว้
2. เงินงบประมาณที่สูญเสียจากการดำเนินนโยบายจำนำข้าวสูงกว่านโยบายประกันรายได้ทั้งต่อปริมาณข้าว และต่อรายชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อคำนวนการสูญเสียของงบประมาณโดย สำหรับนโยบายการรับจำนำคือการขาดทุนจากการขายข้าว ที่ได้ใช้งบประมาณถึง 89,862 บาทต่อราย หรือ 5,841 บาทต่อตัน และ สำหรับนโยบายการประกันรายได้คือเงินประกันรายได้ที่ต้องจ่าย งบประมาณ15,816 บาทต่อราย หรือ 1,982 บาทต่อตัน คิดเป็น 5.7 เท่าต่อราย หรือ 2.9 เท่าต่อตัน ทั้งนี้การขาดทุนจากการขายข้าวนี้อาจลดลงน้อยลงกว่านี้ได้ เพราะยังมีสต๊อกข้าวที่ยังไม่ได้ขายออกไป
สำหรับนโยบายการรับจำนำ ด้วยราคาที่สูงกว่าตลาดทำให้ชาวนาพอใจที่จะจำนำข้าวกับรัฐแทนการออกสู่ตลาดทั่วไป และเน้นการเพาะปลูกเพียงเพื่อปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้รัฐต้องรับจำนำข้าวในปริมาณที่มากกว่าจำเป็น และส่งผลกระทบต่อตลาดล่วงหน้าจากการที่ไม่สามารถตั้งราคาได้ อีกทั้งเป็นภาระของภาครัฐในการใช้งบประมาณสูงเพื่อดำเนินการบริหารจัดการสต๊อกข้าวในมือรัฐ ในขณะที่นโยบายการประกันรายได้ ก็มีผลเสียในเรื่องงบประมาณสูญเสียจากการจ่ายชดเชยทันที อีกทั้งมีความเสี่ยงที่ราคาข้าวจะตกต่ำในฤดูเก็บเกี่ยวเนื่องจากรัฐไม่ได้แทรกแซงกลไลราคา
ทั้งนี้ เป็นที่น่าแปลกใจที่มีการพยายามปรับขึ้นราคาข้าวจำนำหรือราคาประกันให้สูงกว่าราคาตลาดในช่วงราคาขาขึ้น ซึ่งส่งผลให้การขายข้าวของรัฐเป็นการขาดทุนมาตลอด ในช่วงราคาข้าวอยู่ในช่วงขาขึ้น ตามหลักการแล้วทั้งนโยบายการรับจำนำและการประกันรายได้ไม่มีความจำเป็นทั้งสิ้น เพราะชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้นอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังเป็นโอกาสให้รัฐระบายสต็อกข้าวโดยไม่ขาดทุนโดยไม่ต้องรับภาระในการซื้อข้าวใหม่ แต่เราก็ยังเห็นการปรับขึ้นของราคาจำนำให้อยู่เหนือกว่าราคาตลาดที่กำลังปรับตัวขึ้นมาตลอด เป็นผลให้รัฐไม่สามารถลดการขาดทุนจาการขายข้าวได้
ทั้งนี้ การเลือกใช้นโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้านราคาจะทำให้ทั้งชาวนาและรัฐได้รับผลประโยชน์ได้ดีกว่าใช้นโยบายใดนโยบายหนึ่ง เช่น การใช้นโยบายทั้งสองวิธีควบคู่กันอยู่ ในช่วงที่ใช้นโบายประกันรายได้ เมื่อรัฐเห็นว่าราคาข้าวตกต่ำในบางพื้นที่ ก็ใช้นโยบายตั้งโต๊ะรับซื้อซึ่งคล้ายกับการรับจำนำ โดยเข้าไปรับซื้อเฉพาะจุดที่มีปัญหาและจะรับซื้อในราคาตลาดเท่านั้น จึงไม่ได้แทรกแซงหรือซื้อในราคานำตลาดจนทำให้ใช้งบประมาณมากเกินไป
เนื่องจากทั้งสองนโยบายมีข้อดีและข้อด้อยที่ต่างกันไป ในช่วงราคาข้าวอยู่ในช่วงขาลง นโยบายการรับจำนำ หรือรับซื้อจะช่วยพยุงราคาไม่ให้ต่ำ ทำให้รายได้ชาวนาไม่ลดลงมากและเป็นการดึงอุปทานออกจากระบบ แต่ควรดำเนินการระยะสั้นเท่านั้นเพื่อมิเกิดการบิดเบือนตลาดมากเกินไป และส่งผลต่อราคาในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่อาจผิดกฏ WTO ด้วยปริมาณเงินที่รัฐใช้ในการอุดหนุน จึงส่งผลให้ข้าวไทยและสินค้าเกษตรอื่นๆอาจไม่ได้รับการคุ้มครองทางการค้าในตลาดโลกได้ ขณะที่นโยบายประกันรายได้จะช่วยให้ชาวนามีรายได้ไม่ลดลงเท่านั้น แต่กลไกตลาดยังทำงานอยู่ เพียงแต่ปริมาณข้าวที่ออกสู่ท้องตลาดอาจจะสร้างความผันผวนของราคาข้าวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้งคู่นั้น เป็นเพียงสัญญาว่าจะได้รายได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่หากจะยกระดับรายได้ชาวนาให้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายจำนำหรือประกันรายได้ ยังต้องมีนโยบายอื่นๆที่ช่วยเป็นกลไกขับเคลื่อน เช่น การประกันภัยพืชผล การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ และลดต้นทุนการเพาะปลูก ซึ่งต้องสอดประสานกันอีกด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ที่วางนโยบายและผู้ดำเนินการต้องไม่ให้เกิดการรั่วไหลจนไม่ถึงชาวนา เพราะขณะนี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยกำลังถดถอยลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2,465 บาทต่อไร่ ต่ำกว่าของไทยเกือบครึ่ง (อ้างอิงจากการศึกษาของสถาบันคลังสมองของชาติ) ขณะที่ผลผลิตต่อไร่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หากเรามัวแต่มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มองถึงปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในระยะยาวแล้วอนาคตของ "อู่ข้าวอู่น้ำ" ของเอเซียอย่างข้าวไทยจะเป็นอย่างไร
ฐานเศรษฐกิจ วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 12:35 น.
นโยบายเรื่องข้าว ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย เพื่อมุ่งหวังช่วยเหลือทางด้านรายได้และหาเสียงกับชาวนาที่มีถึง 4 ล้านคนทั่วประเทศ โดยราคาข้าวถูกกำหนดขึ้นมาให้อยู่ในระดับที่ชาวนาคาดหวัง นโยบายที่ถูกนำมาใช้ในอดีตจนถึงปัจจุบันหลักๆ มี 2 นโยบาย ภายใต้รูปแบบวิธีการดำเนินการที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐบาล คือ
1. การรับจำนำข้าว เป็นนโยบายที่ใช้กันมาในอดีต โดยหลักการ รัฐจะรับจำนำข้าวจากชาวนาไว้ก่อนในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวที่มักจะเกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำมากจากปริมาณที่เพิ่มขึ้น และเมื่อราคาตลาดปรับสูงขึ้น ชาวนาจึงค่อยนำเงินมาไถ่ถอนข้าวออกไปขาย ส่วนที่ไม่มีการไถ่ถอน รัฐจะนำออกมาขายภายหลัง
2. การประกันรายได้ เป็นนโยบายที่เพิ่งเริ่มดำเนินการในช่วงปี 2552 ในลักษณะการให้เงินชดเชยแก่ชาวนาเมื่อราคาที่เกษตรกรขายได้หรือที่เรียกว่า“ราคาอ้างอิง” ซึ่งสะท้อนราคาตามท้องตลาดต่ำกว่าราคา “รับประกัน” ที่รัฐกำหนดไว้ในช่วงเพาะปลูก ชาวนาจึงมีสิทธิขอรับเงินชดเชยตามส่วนต่างของราคาคูณกับขนาดพื้นที่เพาะปลูกที่ได้มีการลงทะเบียนไว้
ไม่ว่าเป็นนโยบายไหน จุดมุ่งหมายคือระยะสั้นที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อพยุงรายได้ของชาวนาในช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ หาใช่การมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายระยะยาวเพื่อเป็นการยกระดับความสามารถของชาวนา และท้ายสุด ทั้งสองนโยบายก็จะส่งผลบิดเบือนตลาดและแรงจูงใจในการเพิ่มศักยภาพของตัวชาวนาเอง
ถ้าเราจำเป็นต้องใช้นโยบายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว นโยบายนั้นต้องทำให้ชาวนาได้รับผลประโยชน์ในวงกว้าง โดยไปให้ถึงมือผู้ที่ควรได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด และสุดท้ายทำให้รัฐใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเราจะใช้มุมมองนี้เป็นตัววัดประสิทธิภาพของทั้งสองนโยบาย
กลุ่มเกษตรกรที่ควรได้รับการช่วยเหลือ ควรจะเริ่มต้นที่รายเล็กที่มีพื้นที่การเพาะปลูกและผลผลิตน้อย จากข้อมูลสำมะโนภาคเกษตร สำหรับชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกน้อยกว่า 20 ไร่ มีจำนวนราย ร้อยละ 62 ของทั้งหมดแต่มีผลผลิตเพียงร้อยละ 28 เท่านั้น ในขณะที่ชาวนาที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20 ไร่ มีจำนวนรายร้อยละ 38 แต่มีผลผลิตถึงร้อยละ 72
เมื่อเราศึกษาลงไปในข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกณ์ (ธกส.) ในนโยบายทั้งสอง เราพบข้อน่าสังเกตของทั้งสองนโยบายดังนี้
1. นโยบายการรับจำนำข้าวที่ผ่านมามีผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นรายใหญ่กว่านโยบายการประกันรายได้ชาวนา โดยผู้เข้าร่วมโครงการนำข้าวเฉลี่ย 15.4 ตันต่อรายมาขอรับประกัน เมื่อเทียบกับการประกันรายได้ที่ผู้ได้รับผลประโยชน์เฉลี่ยอยู่ที่ 7.9 ตันต่อราย ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่า นโยบายการประกันรายได้ถูกนำมาใช้ช่วยชาวนาที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ให้ได้รับเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งเพื่อชดเชยทุนการเพาะปลูกโดยคำนวนจากพื้นที่เพาะปลูกที่ลงทะเบียนไว้
2. เงินงบประมาณที่สูญเสียจากการดำเนินนโยบายจำนำข้าวสูงกว่านโยบายประกันรายได้ทั้งต่อปริมาณข้าว และต่อรายชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อคำนวนการสูญเสียของงบประมาณโดย สำหรับนโยบายการรับจำนำคือการขาดทุนจากการขายข้าว ที่ได้ใช้งบประมาณถึง 89,862 บาทต่อราย หรือ 5,841 บาทต่อตัน และ สำหรับนโยบายการประกันรายได้คือเงินประกันรายได้ที่ต้องจ่าย งบประมาณ15,816 บาทต่อราย หรือ 1,982 บาทต่อตัน คิดเป็น 5.7 เท่าต่อราย หรือ 2.9 เท่าต่อตัน ทั้งนี้การขาดทุนจากการขายข้าวนี้อาจลดลงน้อยลงกว่านี้ได้ เพราะยังมีสต๊อกข้าวที่ยังไม่ได้ขายออกไป
สำหรับนโยบายการรับจำนำ ด้วยราคาที่สูงกว่าตลาดทำให้ชาวนาพอใจที่จะจำนำข้าวกับรัฐแทนการออกสู่ตลาดทั่วไป และเน้นการเพาะปลูกเพียงเพื่อปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้รัฐต้องรับจำนำข้าวในปริมาณที่มากกว่าจำเป็น และส่งผลกระทบต่อตลาดล่วงหน้าจากการที่ไม่สามารถตั้งราคาได้ อีกทั้งเป็นภาระของภาครัฐในการใช้งบประมาณสูงเพื่อดำเนินการบริหารจัดการสต๊อกข้าวในมือรัฐ ในขณะที่นโยบายการประกันรายได้ ก็มีผลเสียในเรื่องงบประมาณสูญเสียจากการจ่ายชดเชยทันที อีกทั้งมีความเสี่ยงที่ราคาข้าวจะตกต่ำในฤดูเก็บเกี่ยวเนื่องจากรัฐไม่ได้แทรกแซงกลไลราคา
ทั้งนี้ เป็นที่น่าแปลกใจที่มีการพยายามปรับขึ้นราคาข้าวจำนำหรือราคาประกันให้สูงกว่าราคาตลาดในช่วงราคาขาขึ้น ซึ่งส่งผลให้การขายข้าวของรัฐเป็นการขาดทุนมาตลอด ในช่วงราคาข้าวอยู่ในช่วงขาขึ้น ตามหลักการแล้วทั้งนโยบายการรับจำนำและการประกันรายได้ไม่มีความจำเป็นทั้งสิ้น เพราะชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้นอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังเป็นโอกาสให้รัฐระบายสต็อกข้าวโดยไม่ขาดทุนโดยไม่ต้องรับภาระในการซื้อข้าวใหม่ แต่เราก็ยังเห็นการปรับขึ้นของราคาจำนำให้อยู่เหนือกว่าราคาตลาดที่กำลังปรับตัวขึ้นมาตลอด เป็นผลให้รัฐไม่สามารถลดการขาดทุนจาการขายข้าวได้
ทั้งนี้ การเลือกใช้นโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้านราคาจะทำให้ทั้งชาวนาและรัฐได้รับผลประโยชน์ได้ดีกว่าใช้นโยบายใดนโยบายหนึ่ง เช่น การใช้นโยบายทั้งสองวิธีควบคู่กันอยู่ ในช่วงที่ใช้นโบายประกันรายได้ เมื่อรัฐเห็นว่าราคาข้าวตกต่ำในบางพื้นที่ ก็ใช้นโยบายตั้งโต๊ะรับซื้อซึ่งคล้ายกับการรับจำนำ โดยเข้าไปรับซื้อเฉพาะจุดที่มีปัญหาและจะรับซื้อในราคาตลาดเท่านั้น จึงไม่ได้แทรกแซงหรือซื้อในราคานำตลาดจนทำให้ใช้งบประมาณมากเกินไป
เนื่องจากทั้งสองนโยบายมีข้อดีและข้อด้อยที่ต่างกันไป ในช่วงราคาข้าวอยู่ในช่วงขาลง นโยบายการรับจำนำ หรือรับซื้อจะช่วยพยุงราคาไม่ให้ต่ำ ทำให้รายได้ชาวนาไม่ลดลงมากและเป็นการดึงอุปทานออกจากระบบ แต่ควรดำเนินการระยะสั้นเท่านั้นเพื่อมิเกิดการบิดเบือนตลาดมากเกินไป และส่งผลต่อราคาในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่อาจผิดกฏ WTO ด้วยปริมาณเงินที่รัฐใช้ในการอุดหนุน จึงส่งผลให้ข้าวไทยและสินค้าเกษตรอื่นๆอาจไม่ได้รับการคุ้มครองทางการค้าในตลาดโลกได้ ขณะที่นโยบายประกันรายได้จะช่วยให้ชาวนามีรายได้ไม่ลดลงเท่านั้น แต่กลไกตลาดยังทำงานอยู่ เพียงแต่ปริมาณข้าวที่ออกสู่ท้องตลาดอาจจะสร้างความผันผวนของราคาข้าวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้งคู่นั้น เป็นเพียงสัญญาว่าจะได้รายได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่หากจะยกระดับรายได้ชาวนาให้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายจำนำหรือประกันรายได้ ยังต้องมีนโยบายอื่นๆที่ช่วยเป็นกลไกขับเคลื่อน เช่น การประกันภัยพืชผล การเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ และลดต้นทุนการเพาะปลูก ซึ่งต้องสอดประสานกันอีกด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ที่วางนโยบายและผู้ดำเนินการต้องไม่ให้เกิดการรั่วไหลจนไม่ถึงชาวนา เพราะขณะนี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยกำลังถดถอยลง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2,465 บาทต่อไร่ ต่ำกว่าของไทยเกือบครึ่ง (อ้างอิงจากการศึกษาของสถาบันคลังสมองของชาติ) ขณะที่ผลผลิตต่อไร่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หากเรามัวแต่มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มองถึงปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในระยะยาวแล้วอนาคตของ "อู่ข้าวอู่น้ำ" ของเอเซียอย่างข้าวไทยจะเป็นอย่างไร
ฐานเศรษฐกิจ วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 12:35 น.
CITI Bank ชื่นชม TMB สุดยอดด้านเงินโอนสกุลดอลล่าร์
เนื้อหา
นายไซมอน แอนดรูวส์ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ TMB รับรางวัล 2010 Quality Recognition Award Straight Through Processing (STP) หรือ "การส่งคำสั่งเงินโอนต่างประเทศสกุล US Dollar ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด" จาก Mr. Jim Foley, Director, Head, Thailand, Global Transaction Services CITI Bank เนื่องจาก TMB สามารถปฏิบัติงานด้านการโอนเงินต่างประเทศผ่านธนาคารซิตี้แบงก์ด้วยระบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องมีการแก้ไข ช่วยให้ธุรกรรมการโอนเงินของลูกค้าเป็นไปอย่างถูกต้องรวดเร็ว เป็นผลให้ธุรกิจต่างประเทศของลูกค้าสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและศักยภาพของ TMB ในการส่งคำสั่งเงินโอนต่างประเทศที่มีความถูกต้องในระดับสูง ตอกย้ำความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านเงินโอน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดด้วยนโยบาย Customer Centric
กรุงเทพธุรกิจ 15 มิถุนายน 2554
นายไซมอน แอนดรูวส์ (ขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ TMB รับรางวัล 2010 Quality Recognition Award Straight Through Processing (STP) หรือ "การส่งคำสั่งเงินโอนต่างประเทศสกุล US Dollar ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด" จาก Mr. Jim Foley, Director, Head, Thailand, Global Transaction Services CITI Bank เนื่องจาก TMB สามารถปฏิบัติงานด้านการโอนเงินต่างประเทศผ่านธนาคารซิตี้แบงก์ด้วยระบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องมีการแก้ไข ช่วยให้ธุรกรรมการโอนเงินของลูกค้าเป็นไปอย่างถูกต้องรวดเร็ว เป็นผลให้ธุรกิจต่างประเทศของลูกค้าสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและศักยภาพของ TMB ในการส่งคำสั่งเงินโอนต่างประเทศที่มีความถูกต้องในระดับสูง ตอกย้ำความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านเงินโอน และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดด้วยนโยบาย Customer Centric
กรุงเทพธุรกิจ 15 มิถุนายน 2554
วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554
TMB เผย S&P ปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิตเรทติ้งเป็นบวก
ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ธนาคารทหารไทย(TMB) เปิดเผยว่า สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (S&P) ได้ ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ TMB จากแนวโน้มมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็น แนวโน้มเป็นบวก (Positive Outlook) จากการคาดการณ์ว่า สถานะทางการเงินของธนาคารจะพัฒนาดีขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ S&P ยังคงเรทติ้งอื่นของ TMB ที่ระดับเดิม โดยในการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้ S&P แจ้งว่าคำนึงถึงการที่ธนาคารมีทีมบริหารที่แข็งแกร่งขึ้น พัฒนาการที่ดีขึ้นในด้านคุณภาพสินทรัพย์ การทำกำไร ตลอดจนตำแหน่งทางการตลาด
ทั้งนี้ S&P ยังคงเรทติ้งอื่นของ TMB ที่ระดับเดิม โดยในการปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้ S&P แจ้งว่าคำนึงถึงการที่ธนาคารมีทีมบริหารที่แข็งแกร่งขึ้น พัฒนาการที่ดีขึ้นในด้านคุณภาพสินทรัพย์ การทำกำไร ตลอดจนตำแหน่งทางการตลาด
ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2554 16:40:49 น.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

